พิธีมงคลสมรสแบบไทย ประกอบด้วย

พิธีมงคลสมรสแบบไทย ประกอบด้วย

1. พิธีหมั้น(ขันหมากหมั้น) มักจะทำก่อนวันแต่ง แต่บางพื้นที่ยกขันหมากหมั้นมาทำพิธีหมั้นในวันแต่งก่อนที่พระสงฆ์จะมา บางที่ก็ทำพิธีสวมแหวนต่อหน้าพระสงฆ์ (ที่เป็นเช่นนี้เพราะเจ้าสาวแต่งหน้าไม่ทันพระสงฆ์มาก่อนจำเป็นต้องทำการ หมั้นจนเกิดประเพณีสวมแหวนหน้าพระสงฆ์) แต่ ในกทม.ส่วนใหญ่จะไม่มีขันหมากหมั้น มีขันหมากแต่งเลยจะสวมแหวนสวมเครื่องเพชรเครื่องทองหลังจากเปิด ขันหมาก และโรยถั่วงาแล้ว หรือถ้ามีขันหมากหมั้นก็จะมีก่อนเป็นเดือนเป็นปีแต่ละคู่ไม่เหมือนกันอยู่ ที่การตกลงกัน

2. พิธีสงฆ์ โดยทั่วไปส่วนใหญ่จะนิมนต์พระสงฆ์ 9 รูปเจริญพระพุทธมนต์ มีบ้างท้องที่แต่น้อยที่นิมนต์ 10 รูป พิธีสงฆ์ทำได้ทั้งเช้าและเพล ส่วนใหญ่นิยมทำในช่วงเช้า มากกว่าเพล บ่าวสาวควรตักบาตรขณะที่พระสงฆ์ถวายพรพระ (พาหุง) และในช่วงที่พระฉันให้จัดไหว้พระภูมิเจ้าที่และศาลตายายถ้ามี

3. พิธีขันหมาก(แห่ขันหมาก) การจัดขันหมากเอก-ขันหมากโท ในแต่ละพื้นที่จัดไม่เหมือนกัน มีทั้งแบบโบราณและแบบชาววังตั้งแต่ไม่ถึงพันบาทจนถึงหลายหมื่นบาทขึ้นอยู่ กับฐานะ ตัวอย่างขันหมากที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ภายในชุดขันหมากเอกจะประกอบด้วย พานขันหมาก พานสินสอด พานเทียนแพ พานแหวน และภายในชุดขันหมากโทจะประกอบด้วย กล้วยต้น อ้อยต้น อย่างละ 1 คู่ ขนมจีน ห่อหมก ขนมต้มแดง ต้มขาว เหล้า ผ้า 1 คู่ หมูนอนตอง 1 คู่ กล้วยน้ำหว้าหวี พานละ 2 หวี 1 คู่ มะพร้าวน้ำหอม พานละ 2 ผล 1 คู่ ส้มโอ พานละ 2 ผล 1คู่ ขนมจันอับ 1 คู่ ขนมเปี๊ยะ 1 คู่ ขนมมงคลรวม 9 อย่าง 1 คู่ เป็นต้น

การลำดับพิธีก่อนหลังนั้นขึ้นอยู่แต่ละพื้นที่ บางพื้นที่แห่ขันหมากก่อนทำพิธีสงฆ์ บางพื้นที่ทำพิธีสงฆ์ก่อนแห่ขันหมาก สรุปได้ดังนี้ ใน 100 คู่ ประมาณ 80 คู่ จะทำพิธีสงฆ์ก่อนแห่ขันหมาก และจะทำพิธีแห่ขันหมากก่อนพิธีสงฆ์ประมาณ 20 คู่แต่โบราณจะนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ในเย็นวันสุกดิบ(สวดมนต์ เย็น)พอวันรุ่งขึ้นพระสงฆ์ถวายพรพระ-ฉันภัตตาหาร เดี๋ยวนี้ยังมีบ้างในบางพื้นที่แต่น้อยมากเพราะยุ่งยากพระสงฆ์ต้องมาสอง ครั้ง

4. พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์(รดน้ำสังข์) ใน กทม.และทั่วไปจะทำพิธีหลั่งน้ำก่อนไหว้ผู้ใหญ่ประมาณ10% และหลังพิธีไหว้ผู้ใหญ่ประมาณ 90% บางคู่ไปทำตอนเย็นเช่นทำที่โรงแรมก่อนงานเลี้ยงก็มี แถวภาคกลางตอนบน-ภาคเหนือตอนล่างเช่นสุพรรณบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ชัยนาท อุทัยธานี นครสวรรค์และบางจังหวัดจะหลั่งน้ำสังข์ในขณะที่พระสงฆ์กำลังฉันภัตตาหารเช้า บ่าวสาวถวายภัตตาหารแล้วขึ้นนั่งตั่ง พระสงฆ์สวดชยันโตขณะที่เริ่มสวมมงคลและหลั่งน้ำสังข์ พระสงฆ์จะฉันภัตตาหารแล้ว จากนั้นบ่าวสาวจึงลุกขึ้นจากตั่งไปถวายปัจจัยดอกไม้ธูปเทียนพระสงฆ์อนุโมทนา บ่าวสาวกรวดน้ำจึงเสร็จพิธี

5. พิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ(เซ่นผี) จะนำอาหารคาวหวานหมากพลูผ้าผ่อนแพรพันและขนมจีนห่อหมกขนมต้มแดงต้มขาวเหล้า ขาวมะพร้าวอ่อนที่มากับขบวนขันหมากมาเซ่นไหว้ผีบ้านผีเรือนและบรรพบุรุษที่ ล่วงลับไปแล้ว บางพื้นที่หยิบแบ่งขันหมากโทใส่กระทงไปวางทางสามแพ่งเพื่อเซ่นสัมภเวสี การทำขวัญบ่าวสาวก็ยังพอมีในรอบๆกทม.และต่างจังหวัดพิธีนี้จะต้องใช้ หมอทำขวัญเป็นผู้ทำจะใช้เวลาประมาณเกือบชั่วโมง ในกทม.ไม่นิยมทำ มีบ้างแต่น้อย

6. พิธีไหว้ผู้ใหญ่ (รับไหว้) บ่าวสาวจะเตรียมผ้าไหว้หรือของอื่นๆแทนผ้าให้ผู้ใหญ่ในภาคเหนือ(ล้านนา) ภาคอีสาน(ผูกแขน)จะมีบายศรี จะใช้ดอกไม้ธูปเทียนกราบไหว้ ผู้ใหญ่จะใช้ด้ายผูกแขนรับขวัญคู่บ่าวสาว ภาคกลางบางพื้นที่ที่มีชาวไทยพวน-ไทยซ่ง คนใหญ่(ผู้เฒ่า)ก็จะใช้ด้ายผูกแขน เช่นกัน แต่ ใน กทม.ชาวกทม.แท้ๆไม่นิยมผูกแขนแต่จะกราบไหว้ด้วยธูปเทียนแพซึ่งเป็นเครื่อง สักการชั้นสูงจะมีผูกแขนบ้างก็จะติดมากับชาวต่างจังหวัดที่ย้ายถิ่นฐานมา อยู่ในกทม.ก็จะนำประเพณีของบ้านตัวเองมาใช้ ชาวจีนเกือบทุกภาษาจะไหว้ด้วยการยกน้ำชา ยกเว้นจีนไหหลำใช้หมากพลูเป็นเครื่องไหว้ ชาวไทยที่นับถือศาสนาคริสต์บางครอบครัวก็ทำพิธีขันหมากแบบไทยแต่ไม่มีพิธี สงฆ์และหลั่งน้ำพระพุทธมนต์

7. พิธีปูเตียงเรียงหมอน(ส่งตัวเข้าหอ) ถึงเวลาส่งตัวมักจะเชิญคู่สามีภรรยาที่มีคุณสมบัติดังนี้ อยู่กันโดยสมรส ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง มีฐานะมั่งคั่ง มีลูกชายหญิงที่ว่านอนสอนง่ายและเป็นคนมีศิลธรรมมาเป็นผู้ที่ปูที่นอน จุดประสงค์ก็จะให้เป็นตัวอย่างให้บ่าวสาวได้ดูปฏิบัติตาม บางคู่ก็จะนอนให้บ่าวสาวดูบ้างคู่ปูเตียงเสร็จแล้วก็แค่ให้โอวาทจะแตกต่าง กันไป จะขอแนะนำคู่บ่าวสาวที่จะส่งตัวที่โรงแรมให้นำผ้าปูที่นอนปอกหมอนของใหม่ไป ปูทับของโรงแรมหลังจากนอนแล้วให้นำกลับไปใช้ส่วนตัวที่บ้าน


เกร็ดความรู้พิธีมงคลสมรส

ktilcover-1

พิธีมงคลสมรสแบบไทย ประกอบด้วย

1. พิธีหมั้น(ขันหมากหมั้น) มักจะทำก่อนวันแต่ง แต่บางพื้นที่ยกขันหมากหมั้นมาทำพิธีหมั้นในวันแต่งก่อนที่พระสงฆ์จะมา บางที่ก็ทำพิธีสวมแหวนต่อหน้าพระสงฆ์ (ที่เป็นเช่นนี้เพราะเจ้าสาวแต่งหน้าไม่ทันพระสงฆ์มาก่อนจำเป็นต้องทำการ หมั้นจนเกิดประเพณีสวมแหวนหน้าพระสงฆ์) แต่ ในกทม.ส่วนใหญ่จะไม่มีขันหมากหมั้น มีขันหมากแต่งเลยจะสวมแหวนสวมเครื่องเพชรเครื่องทองหลังจากเปิด ขันหมาก และโรยถั่วงาแล้ว หรือถ้ามีขันหมากหมั้นก็จะมีก่อนเป็นเดือนเป็นปีแต่ละคู่ไม่เหมือนกันอยู่ ที่การตกลงกัน

2. พิธีสงฆ์ โดยทั่วไปส่วนใหญ่จะนิมนต์พระสงฆ์ 9 รูปเจริญพระพุทธมนต์ มีบ้างท้องที่แต่น้อยที่นิมนต์ 10 รูป พิธีสงฆ์ทำได้ทั้งเช้าและเพล ส่วนใหญ่นิยมทำในช่วงเช้า มากกว่าเพล บ่าวสาวควรตักบาตรขณะที่พระสงฆ์ถวายพรพระ (พาหุง) และในช่วงที่พระฉันให้จัดไหว้พระภูมิเจ้าที่และศาลตายายถ้ามี

3. พิธีขันหมาก(แห่ขันหมาก) การจัดขันหมากเอก-ขันหมากโท ในแต่ละพื้นที่จัดไม่เหมือนกัน มีทั้งแบบโบราณและแบบชาววังตั้งแต่ไม่ถึงพันบาทจนถึงหลายหมื่นบาทขึ้นอยู่ กับฐานะ ตัวอย่างขันหมากที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ภายในชุดขันหมากเอกจะประกอบด้วย พานขันหมาก พานสินสอด พานเทียนแพ พานแหวน และภายในชุดขันหมากโทจะประกอบด้วย กล้วยต้น อ้อยต้น อย่างละ 1 คู่ ขนมจีน ห่อหมก ขนมต้มแดง ต้มขาว เหล้า ผ้า 1 คู่ หมูนอนตอง 1 คู่ กล้วยน้ำหว้าหวี พานละ 2 หวี 1 คู่ มะพร้าวน้ำหอม พานละ 2 ผล 1 คู่ ส้มโอ พานละ 2 ผล 1คู่ ขนมจันอับ 1 คู่ ขนมเปี๊ยะ 1 คู่ ขนมมงคลรวม 9 อย่าง 1 คู่ เป็นต้น

การลำดับพิธีก่อนหลังนั้นขึ้นอยู่แต่ละพื้นที่ บางพื้นที่แห่ขันหมากก่อนทำพิธีสงฆ์ บางพื้นที่ทำพิธีสงฆ์ก่อนแห่ขันหมาก สรุปได้ดังนี้ ใน 100 คู่ ประมาณ 80 คู่ จะทำพิธีสงฆ์ก่อนแห่ขันหมาก และจะทำพิธีแห่ขันหมากก่อนพิธีสงฆ์ประมาณ 20 คู่แต่โบราณจะนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ในเย็นวันสุกดิบ(สวดมนต์ เย็น)พอวันรุ่งขึ้นพระสงฆ์ถวายพรพระ-ฉันภัตตาหาร เดี๋ยวนี้ยังมีบ้างในบางพื้นที่แต่น้อยมากเพราะยุ่งยากพระสงฆ์ต้องมาสอง ครั้ง

4. พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์(รดน้ำสังข์) ใน กทม.และทั่วไปจะทำพิธีหลั่งน้ำก่อนไหว้ผู้ใหญ่ประมาณ10% และหลังพิธีไหว้ผู้ใหญ่ประมาณ 90% บางคู่ไปทำตอนเย็นเช่นทำที่โรงแรมก่อนงานเลี้ยงก็มี แถวภาคกลางตอนบน-ภาคเหนือตอนล่างเช่นสุพรรณบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ชัยนาท อุทัยธานี นครสวรรค์และบางจังหวัดจะหลั่งน้ำสังข์ในขณะที่พระสงฆ์กำลังฉันภัตตาหารเช้า บ่าวสาวถวายภัตตาหารแล้วขึ้นนั่งตั่ง พระสงฆ์สวดชยันโตขณะที่เริ่มสวมมงคลและหลั่งน้ำสังข์ พระสงฆ์จะฉันภัตตาหารแล้ว จากนั้นบ่าวสาวจึงลุกขึ้นจากตั่งไปถวายปัจจัยดอกไม้ธูปเทียนพระสงฆ์อนุโมทนา บ่าวสาวกรวดน้ำจึงเสร็จพิธี

5. พิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ(เซ่นผี) จะนำอาหารคาวหวานหมากพลูผ้าผ่อนแพรพันและขนมจีนห่อหมกขนมต้มแดงต้มขาวเหล้า ขาวมะพร้าวอ่อนที่มากับขบวนขันหมากมาเซ่นไหว้ผีบ้านผีเรือนและบรรพบุรุษที่ ล่วงลับไปแล้ว บางพื้นที่หยิบแบ่งขันหมากโทใส่กระทงไปวางทางสามแพ่งเพื่อเซ่นสัมภเวสี การทำขวัญบ่าวสาวก็ยังพอมีในรอบๆกทม.และต่างจังหวัดพิธีนี้จะต้องใช้ หมอทำขวัญเป็นผู้ทำจะใช้เวลาประมาณเกือบชั่วโมง ในกทม.ไม่นิยมทำ มีบ้างแต่น้อย

6. พิธีไหว้ผู้ใหญ่ (รับไหว้) บ่าวสาวจะเตรียมผ้าไหว้หรือของอื่นๆแทนผ้าให้ผู้ใหญ่ในภาคเหนือ(ล้านนา) ภาคอีสาน(ผูกแขน)จะมีบายศรี จะใช้ดอกไม้ธูปเทียนกราบไหว้ ผู้ใหญ่จะใช้ด้ายผูกแขนรับขวัญคู่บ่าวสาว ภาคกลางบางพื้นที่ที่มีชาวไทยพวน-ไทยซ่ง คนใหญ่(ผู้เฒ่า)ก็จะใช้ด้ายผูกแขน เช่นกัน แต่ ใน กทม.ชาวกทม.แท้ๆไม่นิยมผูกแขนแต่จะกราบไหว้ด้วยธูปเทียนแพซึ่งเป็นเครื่อง สักการชั้นสูงจะมีผูกแขนบ้างก็จะติดมากับชาวต่างจังหวัดที่ย้ายถิ่นฐานมา อยู่ในกทม.ก็จะนำประเพณีของบ้านตัวเองมาใช้ ชาวจีนเกือบทุกภาษาจะไหว้ด้วยการยกน้ำชา ยกเว้นจีนไหหลำใช้หมากพลูเป็นเครื่องไหว้ ชาวไทยที่นับถือศาสนาคริสต์บางครอบครัวก็ทำพิธีขันหมากแบบไทยแต่ไม่มีพิธี สงฆ์และหลั่งน้ำพระพุทธมนต์

7. พิธีปูเตียงเรียงหมอน(ส่งตัวเข้าหอ) ถึงเวลาส่งตัวมักจะเชิญคู่สามีภรรยาที่มีคุณสมบัติดังนี้ อยู่กันโดยสมรส ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง มีฐานะมั่งคั่ง มีลูกชายหญิงที่ว่านอนสอนง่ายและเป็นคนมีศิลธรรมมาเป็นผู้ที่ปูที่นอน จุดประสงค์ก็จะให้เป็นตัวอย่างให้บ่าวสาวได้ดูปฏิบัติตาม บางคู่ก็จะนอนให้บ่าวสาวดูบ้างคู่ปูเตียงเสร็จแล้วก็แค่ให้โอวาทจะแตกต่าง กันไป จะขอแนะนำคู่บ่าวสาวที่จะส่งตัวที่โรงแรมให้นำผ้าปูที่นอนปอกหมอนของใหม่ไป ปูทับของโรงแรมหลังจากนอนแล้วให้นำกลับไปใช้ส่วนตัวที่บ้าน

เรื่องจริงที่เจอบ่อย จากผู้ประสงค์ดี ที่ทำให้งานแต่งวุ่นวาย….

ktilcover-1

สาเหตุเกิดจากความไม่เข้าใจของผู้หวังดี ตามที่เขียนไว้ตอนต้นว่าประเพณีของแต่ละพื้นบ้านไม่เหมือนกัน แต่ผู้หวังดีมักเอามารวมกันโดยใช้คำว่าบ้านฉันทำอย่างนี้ สมมุติว่าคุณพ่อเจ้าสาวเป็นคนกรุงเทพฯ คุณแม่เป็นชาวอีสาน คุณพ่อเจ้าบ่าวเป็นชาวนครสวรรค์ คุณแม่เป็นชาวราชบุรี สมมุติจัดที่บ้านเจ้าสาวใน กทม.ในงานก็จะมีญาติ ๆ มาร่วมงานถึงสี่ภาคจาก กทม. ภาคอีสาน ภาคเหนือและใต้ ญาติแต่ละฝ่ายก็มีความหวังดีก็พยายามจะนำเอาประเพณีของบ้านตัวเองมาใช้ ต่างก็ว่าของฉันถูกของแกผิด บ้านฉันทำแบบนี้ไม่เช่นนั้นบ่าวสาวจะมีอันเป็นไปอยู่กันไม่ยืดว่าเข้านั่น พ่อแม่บ่าวสาวก็ใจเสียกลัวจะเป็นไปตามนั้น ทำไปทำมาต้องตามใจเปลี่ยนแปลงสคริปท์และซื้อของเพิ่มเติมซ้ำซ้อนอีกมากมาย บางทีก็ทะเลาะกันงอนกัน งานที่เป็นมงคลเลยไม่เป็นมงคล เพราะประเพณีแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน
ทั้งนี้ทั้งนั้นเกิดจากความไม่เข้าใจของญาติ ๆ ทั้งสี่ฝ่าย พ่อแม่บ่าวสาวไม่ทำตามก็หาว่าแนะนำแล้วไม่เชื่อต่อไปมีงานก็จะไม่มาอีกแล้ว พาลโกรธกันไปเลยก็มี
แนะนำการแก้ปัญหานี้ควรวางแผนทำสคริปท์ลำดับพิธีและยึดบ้านเจ้าสาวเป็นหลัก เช่น จัดงานที่ภาคเหนือใช้ประเพณีล้านนา จัดงานที่ภาคกลางใช้ประเพณีพื้นบ้านภาคกลาง จัดงานที่ภาคอีสานใช้ประเพณีพื้นบ้านอีสาน จัดที่กรุงเทพใช้แบบชาววังซึ่งสวยงานดีและประหยัด ถ้าจะนำพิธีต่างพื้นบ้านมารวมก็ให้ทำสคริปท์ไว้ล่วงหน้าแล้วบอกทุกคนว่ามีฤกษ์ยามมาอย่างนี้ นะคะ ^^